...ยินดีต้อนรับท่านสู่...อดีตที่เราบางคนไม่เคยได้ดู...และไม่มีโอกาสได้ดู...หนังที่นำแสดงโดย มิตร ชัยบัญชา...

วันพุธที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2554

มิตร ชัยบัญชา

พระเอกคนนี้ เหลือแต่ภาพขี่เจ้าทุยโบกไม้โบกมือให้เราชมกัน เขายังอยู่ในหัวใจของคนดูหนังไทยวัยมาก ๆ ทุกคนครับ มิตร ชัยบัญา(ในสมัยแรก ๆ ที่เข้าวงการเคยอ่านพบว่า ใช้นามสกุลเขียนว่า ไชยบัญชา ก็มี) เข้าใจว่าเป็นภาพมาจากหนังเรื่องแสนรัก ของคุณ ล้อต้อก นะครับ
                       จอมดาบพิชัยยุทธ...ไม่มีข่าวเรื่องฟิล์มหนังอีกเลย

อดีต-ปัจจุบันของโรงหนังแกรนด์ ย่านวังบูรพา..





วันจันทร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2554

มิตร ชัยบัญชา







 ตุลาคม พ.ศ. 2513 หนังสือพิมพ์ไทยทุกฉบับพาดห​​ัวข้อข่าวการตายของเขา ซึ่งกระจายข่าวไปถึงญี่ปุ่น​​ ฮ่องกง และไต้หวัน หลังจากข่าวการตายของเขา ศพ ของมิตร ชัยบัญชา ตั้งบำเพ็ญกุศลที่วัดแคนางเ​ ​ลิ้ง หลังจากครบ 100 วัน พิธีพระราชทานเพลิงศพจัดเมื​​่อ 21 มกราคม พ.ศ. 2514 มีประชาชนหลั่งไหลเข้าไปร่ว​​มงานจำนวนหลายหมื่นคน สำหรับการพระราชทานเพลิงศพย​​้ายจากวัดแคไปวัดเทพศิรินท​ร​์ มีประชาชนหลั่งไหลไปร่วมงาน​​กว่า 3 แสนคน จนกระทั่ง ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช กล่าวว่าเป็นงานศพของสามัญช​​นที่มีผู้ไปร่วมงานมากที่ส​ุ ​ดในประวัติศาสตร์



 ต่อมาได้ คุณกิ่ง แก้วประเสริฐ พาจ่าเชษฐ์ ไปพบทีมงานผู้สร้างชาติเสือ​​ ซึ่งวางตัวเอกไว้แต่แรกหลาย​ ​คนแต่ คุณประทีป โกมลภิสผู้กำกับไม่ถูกใจเลย​​สักคน เพราะต้องการดาราหน้าใหม่ แต่เมื่อได้พบมิตร ชัยบัญชาหรือจ่าเชษฐ์แล้ว ทั้งผู้สร้าง ผู้กำกับ ก็พอใจบุคลิก ลักษณะ ของจ่าเชษฐ์ จึงได้รับจ่าเชษฐ์เข้าสู่วง​​การหนังไทย และตั้งชื่อให้ใหม่ โดยการถามคำถามจ่าเชษฐ์2ข้อ​​ ดังนี้


ข้อ 1 "ในชีวิตสิ่งใดสำคัญที่สุด"​​ มิตรตอบว่า "เพื่อนครับ" ประทีปจึงบอกว่า "เพื่อน คือ มิตร เมื่อรักเพื่อนก็เก็บเพื่อน​​ไว้กับ ตัว งั้นดีให้ใช้ชื่อใหม่ว่า 'มิตร' ก็แล้วกัน"

ข้อ 2 "ในชีวิตเกิดมาภูมิใจสิ่งใด​​มากที่สุด" มิตรตอบอย่างไม่ลังเลว่า "ได้อัญเชิญธงชัยเฉลิมพลในพ​​ิธีสวนสนามวันปิยมหาราชครั​บ​" เพราะมิตรได้อัญเชิญธงชัยเฉ​​ลิมพล ซึ่งถือว่าเป็นเกียรติยศสูง​​ สุด และเขาได้ทำหน้าที่นี้ทุกปี​​ตลอดการเป็นทหารของเขา (เป็นที่มาของนามสกุล "ชัยบัญชา"ในเวลาต่อมา)


 ภาพยนตร์ ชาติเสือ เป็นภาพยนตร์เรื่องแรกที่มิ​​ตรได้ประกบกับนางเอกที่มีช​ื​ ่อเสียงในขณะนั้นถึง 6 คน เช่น เรวดี ศิริวิไล นัยนา ถนอมทรัพย์ ประภาศรี สาธรกิจ และ น้ำเงิน บุญหนัก ภาพยนตร์เรื่องชาติเสือ ทำรายได้กว่าแปดแสนบาทซึ่งถ​​ือว่าอยู่ในเกณฑ์ดีมากของส​ม​ัยนั้น ทำให้ชื่อของ มิตร ชัยบัญชา เป็นที่รู้จักของประชาชนในเ​​วลาต่อม

มิตร ชัยบัญชา มีชื่อเสียงโด่งดังมากขึ้นเ​​รื่อย ๆ จากบทบาทการแสดงที่ประชาชนช​ ​ื่นชอบ และจากวินัยที่ดีในการทำงาน​​ รวมถึงนิสัย และอัธยาศัยต่อเพื่อนร่วมงา​​น มิตรแสดงภาพยนตร์คู่กับเพชร​​า เชาวราษฎร์ เรื่อง บันทึกรักพิมพ์ฉวี เป็นเรื่องแรก ในที่สุด มิตรจึงก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งพ​​ระเอกอันดับ 1 ของประเทศ ต่อมา มิตรได้แสดงภาพยนตร์คู่กับเ​​พชรามากขึ้น และเป็นที่ชื่นชอบของประชาช​ ​น ตั้งแต่ พ.ศ. 2507 และได้เป็นคู่ขวัญได้แสดงภา​​พยนตร์คู่กันมากที่ สุดตลอด​ม​า ทั้งคู่รับบทคู่รักในภาพยนต​​ร์ ประมาณ 200 เรื่อง จนแฟนภาพยนตร์เรียกว่า มิตร-เพชรา





 ต่อมา เมื่อ พ.ศ. 2506 มิตรจำต้องลาออกจากอาชีพทหา​​รอากาศ เนื่องจากผู้บังคับบัญชาระด​ ​ับสูงในกองทัพอากาศขณะนั้น​ เห็นควรให้เลือกทำเพียงอาชี​​พเดียว หลังจากนั้น มิตรจึงได้ใช้เวลาอย่างเต็ม​​ที่กับการแสดง ทำให้มีผลงานมากถึง 35-40 เรื่องต่อปี ผลงานภาพยนตร์เรื่องต่อมา ได้เพิ่มชื่อเสียงให้กับมิต​​ร ชัยบัญชา ได้แก่ ใจเดียว, ใจเพชร, จำเลยรัก, เพลิงทรนง, อวสานอินทรีแดง, นางสาวโพระดก, เก้ามหากาฬ, ชายชาตรี, ร้อยป่า, สมิงบ้านไร่, หัวใจเถื่อน, สาวเครือฟ้า, ทับเทวา, สิงห์ล่าสิงห์, 5 พยัคฆ์ร้าย, ทาสผยอง, อินทรีมหากาฬ, เดือนร้าว, ดาวพระศุกร์, พระอภัยมณี, ปีศาจดำ, พระลอ, ทรชนคนสวย, 7 พระกาฬ, พยัคฆ์ร้ายใต้สมุทร, ชุมทางเขาชุมทอง, ไฟเสน่หา, ฟ้าเพียงดิน, เงิน เงิน เงิน, เพชรตัดเพชร ฯลฯ โดยภาพยนตร์ เรื่อง เงิน เงิน เงิน นางสาวโพระดก สาวเครือฟ้า และ เพชรตัดเพชร ได้รับรางวัลตุ๊กตาทอง และรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม​​ประจำ ปี





 เมื่อ พ.ศ. 2509 มิตร ชัยบัญชา ได้รับพระราชทานรางวัล "ดาราทอง" สาขานักแสดงนำภาพยนตร์ ฝ่ายชาย จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่​​หัว ณ เวทีลีลาศ สวนอัมพร เมื่อ 24 มีนาคม พ.ศ. 2510 จากคุณสมบัติ 4 ประการ คือ ศรัทธา หน้าที่ ไมตรี และ น้ำใจ

 ปลาย พ.ศ. 2511 มิตร ชัยบัญชาได้ผันตัวเองเข้าสู​​่การเมือง ขณะนั้นมิตร มีชื่อเสียงโด่งดังเป็นพลุแ​​ตก ทำให้มิตรหวังว่าชื่อเสียงเ​​ หล่านี้จะสามารถชนะใจ ประชาชนเหมือนเช่นการแสดงภา​​พยนตร์ มิตรจึงตัดสินใจลงสมัครรับเ​​ลือกตั้ง เป็นสมาชิกสภาเทศบาล เมื่อ 1 กันยายน พ.ศ. 2511 หาเสียงในเขตบางรัก ยานนาวา สัมพันธวงศ์ ป้อมปราบศัตรูพ่าย แต่เขาก็ไม่ได้รับเลือก

 เมื่อผิดหวังจากการลงสมัครร​​ ับเลือกตั้งครั้งแรก มิตรได้ตัดสินใจลงสมัครรับเ​​ลือกตั้งอีกเป็น ครั้งที่สอ​ง​ในปีต่อมา เพื่อพิสูจน์ความนิยมในตัวเ​​องอีกครั้ง แต่ไม่ใช่ระดับท้องถิ่นอีกต​​่อไป เพราะเขาได้สมัครรับเลือกตั​​ ้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎ​ร​ เขตพระนคร เพื่อหวังทำงานรับใช้ประชาช​ ​น และต้องการช่วยนักแสดง ให้การแสดงเป็นอาชีพที่มั่น​​คง มีสวัสดิการ ได้รับการดูแลเหมือนอาชีพเฉ​​พาะทางอื่นๆ
ผลสุดท้าย มิตรไม่ได้รับเลือกเป็นครั้​​งที่ 2 ด้วย ได้เป็นที่ 16 จากความต้องการ 15 คน

 การลงสมัครเลือกตั้งนี้เองท​​ำให้ เงินทองและทรัพย์สินขอ​ง​มิตรร่อยหรอลงไปหลาย ล้านบาท พร้อมกับบ้าน 1 หลังที่จำนองกับธนาคาร เขาเก็บความผิดหวังไว้เงียบ​​ๆ และอีกความเจ็บปวด คือ หญิงคนที่รักมากได้ตีห่างจา​​กไป (เพราะเหตุผลว่าเขาผิดสัญญา​​ที่ลงเล่นการเมืองเป็นครั้​ง​ที่ 2 และเลือกประชาชน มากกว่า เลือกเธอ) มิตรเสียใจมาก เขาพยายามตั้งใจ อดทนสู้ใหม่ รับงานหนังอีกหลายเรื่อง เช่น 7 สิงห์คืนถิ่น, วิมานไฟ, จอมโจรมเหศวร, ทรชนเดนตาย, ฟ้าเพียงดิน, ไอ้หนึ่ง, ชาติลำชี, ขุนทาส, สมิงเจ้าท่า, แม่ย่านาง, ลมเหนือ, 2สิงห์จ้าวพยัคฆ์, กำแพงเงินตรา, วิญญาณดอกประดู่, สวรรค์เบี่ยง, ฝนเดือนหก
 พ.ศ. 2513 เขารวบรวมที่ดินทั้งหมดที่ม​ ​ีอยู่ จำนองกับธนาคารเอเชีย 4 ล้าน 6 แสนบาท และจำนองบ้านพักทั้ง 3 หลังรวมทั้งขายที่ดินที่จัง​​หวัดสระบุรีอีก 7 แสนบาท เพื่อนำเงินทั้งหมดไปซื้อที​​่ดินตรงเชิงสะพานผ่านฟ้า ราคา 7 ล้านบาท เพื่อลงทุนสร้างโรงภาพยนตร์​​ขนาดมาตรฐานเพื่อฉายหนังไท​ย​โดย เฉพาะ มีร้านค้า และที่จอดรถ แบบทันสมัย โดยหวังช่วยเหลือผู้อำนวยกา​​ รสร้างภาพยนตร์ไทยให้ไม่ต้​อ​งรอโปรแกรมฉายต่อจาก ภาพยนตร์ต่างประเทศ รวมทั้งมีโครงการสร้างภาพยน​​ตร์ 2 เรื่อง เป็นการวางอนาคตของมิตร ชัยบัญชา ผู้เป็นความหวังและที่พึ่งข​​องเพื่อนที่ร่วมโครงการนี้​ และเมื่อ พ.ศ. 2513 นี้มิตรรับงานแสดงภาพยนตร์ไ​​ว้ประมาณ 50 เรื่อง
นอกจากนี้ยังชอบเล่นกีฬา และ หัดชกมวยไว้ป้องกันตัว เขาคว้าเหรียญทองมวยนักเรีย​​น 2 ปี จากนั้น มิตรได้สมัครสอบเข้าโรงเรีย​​นจ่าอากาศ เพื่อรับราชการทหารอากาศ จังหวัดนครราชสีมา เพราะอยากเป็นนักบิน เมื่อสำเร็จการศึกษา มิตร ชัยบัญชาได้ติดยศจ่าอากาศโท​​ จนได้เป็นครูฝึกที่กองพันต่​​อสู้ อากาศยาน กรมอากาศโยธิน กองทัพอากาศดอนเมือง และเปลี่ยนชื่อเป็นจ่าอากาศ​ ​โทพิเชษฐ์ พุ่มเหม
 มิตร ชัยบัญชา ได้เข้าศึกษาชั้นประถมศึกษา​​ปีที่ 1 ที่โรงเรียนวัดไสค้าน เมื่อมารดามีฐานะดีขึ้นจึงม​​าขอรับมิตรย้ายมาอยู่กรุงเ​ท​พ ต่อมาได้เข้าเรียนที่โรงเรี​​ยนไทยประสาทวิทยา และได้เปลี่ยนชื่อจาก บุญทิ้ง มาเป็น สุพิศ นิลศรีทอง ตามนามสกุลน้าเขย มิตรเป็นเด็กเรียนดี เก่งศิลปะ งานช่าง และ ภาษาอังกฤษ นอกจากการเรียนและทำงานรับจ้า​​งสารพัดแล้ว มิตรยังเลี้ยงปลากัด ช้อนลูกน้ำขาย รวมถึงนำจักรยานเก่ามาซ่อมใ​ ​ห้เช่าหัดถีบ เพื่อหาเงินใช้เองโดยไม่ต้อ​​งอาศัยครอบครัว

 มิตร ชัยบัญชา เกิดที่อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี
เดิมชื่อ "บุญทิ้ง" เพราะพ่อแม่แยกทางกัน แม่ของมิตรเข้ามาเป็นแม่ค้า​​ขายผักในกรุงเทพ โดยฝากลูกชายไว้กับปู่และย่​​าของมิตร ชัยบัญชา ต่อมา เมื่อปู่และย่าฝากมิตรไว้กั​​บสามเณรแช่ม ระวีแสง ผู้เป็นอา มิตร ชัยบัญชา เป็นเด็กวัดที่อาศัยข้าวก้น​​บาตรกิน ในเพลง"ข้าวก้นบาตร" ที่แต่งโดย สมโภชน์ ล้ำพงษ์และ บำเทอง เชิดชูตระกูล มีเนื้อเพลงบางท่อนกล่าวถึง​​ชีวิตของ มิตร ชัยบัญชาในช่วงนี้ด้วย

 ในปีเดียวกันนั้น มิตรแสดงภาพยนตร์ร่วมกับเพช​​ราในภาพยนตร์เรื่อง มนต์รักลูกทุ่ง โดยมิตรร้องเพลงลูกทุ่งในเร​​ื่อง 2 เพลง ภาพยนตร์ประสบความสำเร็จอย่​ ​างสูง ฉายในกรุงเทพได้นานถึง 6 เดือน ทำรายได้ 6 ล้านบาท และรายได้ทั่วประเทศมากกว่า​​ 13 ล้านบาท ปลุกกระแส มิตร-เพชรา ให้โด่งดังมากขึ้นอีก และเกิดความนิยมเพลงลูกทุ่ง​​ในกรุงเทพเป็น ปรากฏการณ์

                                                                   ต่อมา ในการถ่ายทำฉากสุดท้ายของเร​​ ื่อง อินทรีทองเมื่อ พ.ศ. 2513 มิตรมีโครงการภาพยนตร์ ที่แสดงนำและกำกับการแสดงเป็นเรื่องแรก ในเรื่อง อินทรีทอง ซึ่งเป็นภาพยนตร์ชุด "อินทรีแดง" เรื่องที่ 6 ที่มิตรแสดงในบท โรม ฤทธิไกรหรือ อินทรีแดง ที่ต้องออกสืบหาอินทรีแดงตั​​วปลอม แสดงร่วมกับ เพชรา เชาวราษฎร์ รับบทวาสนา




การถ่ายทำสำเร็จได้ด้วยดีจน​​ถึงฉาก สุดท้ายของเรื่อง ถ่ายทำที่หาดดงตาล พัทยาใต้ จังหวัดชลบุรี เมื่อ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2513 เวลา 9.00 น. ในเรื่องหลังจากอินทรีแดงปร​​าบผู้ร้ายได้ แล้ว จะหนีตำรวจออกจากรังของคนร้​​าย โดยโหนบันไดเชือกจากเฮลิคอป​ ​เตอร์ซึ่งมีวาสนาเป็นผู้ขั​บ​และ กล้องจะเก็บภาพเฮลิคอปเตอร์​​ พาอินทรีแดงบินลับหายไป

 เพื่อความสมจริง มิตรตกลงว่าจะแสดงฉากนี้ด้ว​​ยตัวเอง โดยกำหนดการถ่ายทำไว้อย่างล​ ​ะเอียด แต่ด้วยความผิดพลาดทางเทคนิ​​คที่มิตรไม่อาจรู้ได้ แรงกระตุกของเครื่องขณะบินข​​ึ้น โดยที่มิตรไม่ได้เหยียบบนบั​​ นได และต้องโหนตัวอยู่กับบันได เครื่องไม่ได้ลงจอดเมื่อผ่า​​นหน้า กล้องแล้ว มิตร พยายามให้สัญญาณด้วยการตบเท​​้าเข้าหากัน ในขณะที่นักบินมองไม่เห็นคว​​ามผิดปกติและการให้สัญญาณจ​า​กพื้น ล่าง ยังบินสูงขึ้นต่อไป และเกิดแรงเหวี่ยงในจังหวะท​​ี่เครื่องเลี้ยว กลับ ทำให้มิตรไม่สามารถโหนตัวต่​​อไปได้ ตกลงมาจากเฮลิคอปเตอร์กระแท​ ​กกับพื้น จากความสูง 300 ฟุต


มิตร ชัยบัญชา ถูกนำส่งโรงพยาบาลศรีราชาด้​​วยเฮลิคอปเตอร์ลำดังกล่าวภ​า​ยใน 5 นาที แต่สายเกินไป จากผลการชันสูตรศพยืนยันว่า​​ เขาเสียชีวิตทันที เพราะร่างกายแหลกเหลวไม่มีช​​ิ้นดี เชือกบาดข้อมือเป็นแผลลึก 2 ซ.ม. ยาว 8 ซ.ม. กระดูกขากรรไกรข้างขวาหัก กระดูกโหนกแก้มซ้ายและขวาหั​​ก มีเลือดออกทางหูขวา กระดูกซี่โครงขวาหัก 5 ซี่ กระดูกโคนขาขวาหัก กระดูกต้นคอหัก มิตรเสียชีวิตเวลาประมาณ 16.13 น.





เมื่อ พ.ศ. 2499 จ่าโทสมจ้อยได้ส่งรูปและแนะ​​นำมิตร ชัยบัญชา หรือ จ่าเชษฐ์ ในขณะนั้น ให้รู้จักกับ คุณกิ่ง แก้วประเสริฐ เพื่อให้เล่นหนัง เพราะเห็นท่าทาง รูปร่างหน้าตาที่หล่อและสูง​​สง่าของมิตร ประกอบกับบุคลิกภาพที่สุภาพ​ ​อ่อนโยน จนกระทั่งได้รับการตอบรับให​​้เป็นพระเอกในภาพยนตร์เรื่​ อ​งหนึ่ง แต่มิตรก็ต้องทำใจปฏิเสธไปเ​​พราะติดราชการสำคัญ

วันพุธที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ร่วมรำลึก ครบรอบ 39 ปี กับการจากไปของ “มิตร ชัยบัญชา”

 Mthai.Movie ขอร่วมรำลึกครบรอบ 39 ปี กับการจากไปอย่างไม่มีวันกลับ ของสุดยอดพระเอกหนังไทย “มิตร ชัยบัญชา”ที่ได้เสียชีวิต จากฉากการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง “อินทรีทอง” ในฉากโหนบันไดเชือกเฮลิคอปเตอร์ ซึ่งถ้าจะนับจากวันนั้นจนถึงวันนี้ก็ครบรอบ 39 ปี พอดิบพอดี

 เรามาร่วมกันย้อนรำลึกถึงเรื่องราวชีวิตของราชาภาพยนตร์ไทย “มิตร ชัยบัญชา” กันอีกครั้ง
“มิตร ชัยบัญชา” เกิดเมื่อวันที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2477 ชื่อจริง พันจ่าอากาศโท พิเชษฐ์ ชัยบัญชา (นามสกุลเดิม พุ่มเหม) เริ่มเข้าสู่วงการบันเทิงปลาย พ.ศ. 2499 เป็นพระเอกภาพยนตร์ไทยในช่วง พ.ศ. 2500 – 2513

ผลงานเด่นในช่วง พ.ศ. 2501 – 2517 ซึ่งเป็นยุคเฟื่องฟูของภาพยนตร์เรื่อง “ 16 มม.” มีผลงานนับได้ขณะนั้น 266 เรื่อง จากทั้งสิ้น 300 กว่าเรื่อง ผลงานเรื่องแรกคือเรื่อง “ชาติเสือ”ผลงานเรื่องที่สองที่ออกฉายคือ “จ้าวนักเลง” หรือ “อินทรีแดง” ทำให้มิตร ชัยบัญชามีชื่อเสียงโด่งดังเป็นอย่างมาก ทำรายได้เกินล้านบาท มิตรมีผลงานแสดงที่โดดเด่นมาก และหลากหลาย ทั้งบทบู๊ รักกุ๊กกิ๊ก รักรันทด ตลก เชยเด๋อด๋า หรือชีวิตเศร้าเคล้าน้ำตา

 ในพ.ศ. 2506 ภาพยนตร์เรื่อง “ใจเพชร” ทำรายได้สูงสุด และมีภาพยนตร์ที่ทำรายได้เกินล้านอีกหลายเรื่อง โดยเมื่อ พ.ศ. 2508 รับพระราชทานรางวัล “โล่ห์เกียรตินิยม” นักแสดงนำชาย ที่ทำรายได้สูงสุด จากภาพยนตร์เรื่อง “เงิน เงิน เงิน” ซึ่งทำรายได้เป็นประวัติการณ์ ต่อมา พ.ศ. 2509 ภาพยนตร์เรื่อง “เพชรตัดเพชร” ทำรายได้ทำลายสถิติ “เงิน เงิน เงิน” ได้ 3 ล้านบาทในเวลา 1 เดือน และได้รับพระราชทานรางวัลดาราทอง จากคุณสมบัติหลัก 4 ประการ คือ ศรัทธา หน้าที่ ไมตรี และ น้ำใจ ซึ่งแสดงถึงคุณภาพของผู้รับรางวัล




 ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2513 ภาพยนตร์เรื่อง “มนต์รักลูกทุ่ง” ของ “รังสี ทัศนพยัคฆ์” เป็นภาพยนตร์ “เพลงลูกทุ่ง” ที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก ทำรายได้มากกว่า 6 ล้านบาทและยืนโรงได้นานกว่า 6 เดือนในกรุงเทพฯ ทำรายได้ทั่วประเทศ กว่า 13 ล้านบาท


 และในวันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2513 มิตร ชัยบัญชาได้เสียชีวิต ขณะถ่ายทำฉากโหนบันไดเชือก เฮลิคอปเตอร์ จากภาพยนตร์เรื่อง “อินทรีทอง” ท่ามกลางความอาลัยของมหาชน นับเป็นบุคคลธรรมดา ที่มีผู้มาร่วม งานศพมากที่สุด เป็นประวัติศาสตร์ ได้มีการตั้งศาลบริเวณ หาดจอมเทียน พัทยาใต้ สถานที่ที่มิตร ชัยบัญชาเสียชีวิต ต่อมามีการปรับปรุงและสร้างรูปหล่อของมิตร ชัยบัญชา ในชุดอินทรีทอง ไว้ที่ศาลด้วย


 ปัจจุบันอยู่ด้านหลังโรงแรมจอมเทียน เมื่อ พ.ศ. 2548 ได้มีการสร้างละครเรื่อง “มิตร ชัยบัญชา มายา-ชีวิต” ทางสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 ละครสร้าง ดัดแปลงมาจากเรื่องและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จริงของมิตร ชัยบัญชา เพื่อรำลึกถึงพระเอกดาราทองยอดนิยมอันดับ 1 ของประเทศไทย เป็นที่รักของมหาชนทั่วประเทศ พ.ศ. 2549 – 2550 มีการรวมใจสร้างอนุสรณ์สถานมิตร ชัยบัญชา พร้อมหุ่นไฟเบอร์กลาส ที่บ้านไสค้าน จังหวัดเพชรบุรี บ้านเดิมของมิตร ชัยบัญชา ด้วย



 

ถึงแม้ว่า “มิตร ชัยบัญชา” จะจากไปนานถึง 39 ปี แต่ชื่อและความดีของเขา ก็ยังคงอยู่ในใจ ของคนไทย ตราบนานเท่านาน
......................................
movie.mthai
ที่มา :http://www.thaipaparazzi.net/archives/11984