...ยินดีต้อนรับท่านสู่...อดีตที่เราบางคนไม่เคยได้ดู...และไม่มีโอกาสได้ดู...หนังที่นำแสดงโดย มิตร ชัยบัญชา...

วันพุธที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2552

39 ปี กับการจากไป ของ มิตร ชัยบัญชา

พระเอกยอดนิยมอมตะตลอดกาล
พระเอกผู้อาภัพ

ถ้าเปรียบโลกนี้เป็นโรงละครโรงใหญ่ ชีวิตของเขา มิตร ชัยบัญชา ก็เปรียบเสมือนดั่งตัวละครตัวหนึ่งที่โลดแล่นอยู่บนเวทีนี้ แต่บทบาทที่เขาได้รับมันไม่ใช่ราชา หรือเศรษฐีที่อยู่บนกองเงิน กองทอง ชีวิตเขาตั้งแต่เกิดจนก้าวเข้ามาสู่ความเป็นดาวที่จรัสแสงอย่างแรงกล้าในแวดวงภาพยนต์ มิตร ชัยบัญชา นับเป็นพระเอกคนเดียวที่ถูกจารึกในความทรงจำของคนไทยอยู่นานแสนนาน แม้ชีวิตของเขาจะหาไม่แล้วก็ตาม เมื่อครั้งที่เขายังมีชีวิตอยู่ ตั้งแต่เล็กจนโต เขาไม่เคยสมหวังในสิ่งที่หวังเลย ความเป็นคนอาภัพของเขาเกิดขึ้นกับเขามาตั้งแต่แรกเกิดเลยที่เดียว ถ้าจะเอาชีวิตของมิตร ชัยบัญชา ไปเปรียบเทียบกับบทประพันธ์ที่ลือชื่อแล้วเรื่อง ดาวพระศุกร์ คงจะเหมาะสมกับเขามากที่สุด เพียงแต่ในเรื่องดาวพระศุกร์ ผู้อาภัพเป็นนางเอก แต่ชีวิตจริงนั้นเป็นเขาเอง มิตร ชัยบัญชา จริงไม่จริง ท่านผู้อ่านลองติดตามผมมา

บุญทิ้งผู้ไร้จุดหมาย
28 มกราคม 2476 เป็นปีเกิดของมิตร ชัยบัญชา สถานที่เกิดอยู่ที่ตลาดท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี ครั้งแรกที่เขาลืมตาดูโลก ถ้าเขาสามารถนึกคิดเองได้เขาคงแทบไม่อยากลืมตาดูโลก พอลืมตาดูโลกครั้งแรกเขาก็พบแต่เพียงผู้เป็นแม่ โดยปราศจากพ่อบังเกิดเกล้า ส่วนพ่อที่เป็นตำรวจได้หายสาบสูญไปขณะปฏิบัติหน้าที่อยู่ทางภาคใต้ เด็กน้อยอยู่กับแม่ได้ไม่ถึงปีแม่ก็จากเขาไปทำงานที่กรุงเทพ ฯ ปล่อยให้เขาอยู่กับปู่และย่า ที่แก่ชรา คงจะไม่มีชื่อใดที่จะเหมาะสมไปกว่าคำว่า บุญทิ้ง อีกแล้ว เด็กชายบุญทิ้ง อยู่กับปู่ย่าได้ปีกว่า ท่านทั้งสองก็มาด่วนจากไปอย่างไม่มีวันกลับ ปล่อยให้เด็กน้อยโดดเดี่ยวลำพังเพียงคนเดียว โชคดีที่เด็กน้อยยังมีน้องของพ่ออีกคนที่บวชเป็นเณรอยู่ที่วัด จึงเอาเด็กน้อยไปเลี้ยงดูด้วยความสงสาร เด็กชายบุญทิ้งต้องกลายเป็นเด็กวัดตั้งแต่นั้นมาจนถึงอายุได้ 8 ขวบ เขารู้ว่าตัวเขาไม่มีพ่อ ไม่มีแม่ เพื่อนจะเรียกเขาว่าเด็กกำพร้า แต่อยู่ดี ๆ ตอนอายุ 8 ขวบ แม่ก็ปรากฏตัวขึ้นมา เด็กน้อยบุญทิ้งไม่สามารถรับได้ วิ่งหนีไปหลบอยู่บนต้นไม้ หลวงอาซึ่งตอนนั้นบวชเป็นพระแล้วได้มาอธิบายให้เข้าใจถึงความจำเป็นที่แม่ต้องจากไป เด็กน้อยเข้าใจดีที่ตนไม่ต้องกำพร้าอีกแล้ว ลงจากต้นไม้โผเข้าหาอ้อมอกแม่เป็นครั้งแรกตั้งแต่จำความได้ บุญทิ้งคิดว่าต่อไปคงจะมีความสุข แต่แล้วมันไม่สุขสมหวังอย่างที่คิด เมื่อแม่บังเกิดเกล้าบอกให้เด็กน้อย บุญทิ้ง เรียกตนว่า ป้า แทนคำว่าแม่เพราะว่าแม่ได้แต่งงานใหม่ โดยจะนำเขาไปกรุงเทพ ฯ ในนามของหลานชาย และเปี่ยนชื่อให้ใหม่เป็น สุพิศ และใช้นามสกุลของน้าซึ่งเป็นน้องสาวของแม่ว่า นิลสีทอง สุพิศ เข้ามาอยู่กรุงเทพ ฯ ไม่ใช่สบายอย่างที่คิดแต่ลำบากยิ่งกว่าตอนอยู่วัด อยู่วัดจะมีอาหารรออยู่ทุกเวลาแต่พอมาอยู่กรุงเทพ ฯ ต้องดิ้นรนช่วยเหลือพ่อเลี้ยง และแม่ที่มีฐานะยากจน ทำงานช่วยแม่ที่เป็นแม่ค้าไปพร้อมกับเรียนหนังสือ สุพิศ เข้าเรียนในชั้นประถมปีที่ 1 ที่โรงเรียน ไทยปราสาทวิทยา ซึ่งอยู่ใกล้ ฯ บ้านแถวนางเลิ้ง

เพื่อนรักเพื่อนตายของ มิตร ชัยบัญชา
ที่โรงเรียนนี้เขาได้มีโอกาสพบเพื่อนรักเพื่อนตายของเขา สองพี่น้องตระกูล(โชติชูตระกูล) คือ บำเทอง กับ ชาญชัย สุพิศได้ต่อสู้กับความยากลำบาก โดยมีบำเทอง กับ ชาญชัย เป็นคนคอยช่วยเหลือ ไปโรงเรียนสุพิศจะนุ่งกางเกงก้นปะมีรูปใบโพธิ์ไปเรียนทุกครั้ง ก่อนที่สุพิศจะจบการศึกษาในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 พ่อเลี้ยงก็ทราบความจริงว่า สุพิศ คือลูกของภรรยาตน พ่อเลี้ยงไม่ว่าอะไร และยังให้ใช้นามสกุลตน โดยเปลี่ยนชื่อให้ใหม่เป็ฯ พิเชษฐ์ พุ่มเหม จบหกพิเชษฐ์ ก็สอบเข้าเรียนโรงเรียนเตรียมอุดม แต่เรียนไม่ถึงปีก็มาสอบเข้าโรงเรียนการบิน ที่เขาไฝ่ฝันอยากขับเครื่องบิน พิเชษฐ์ ได้เดินทางไปเรียนถึงโคราช แต่แล้วความหวังของเขาต้องพังทลายลง เมื่อวันหนึ่งขณะพิเวษฐ์ เข้าเวร เพื่อนนักเรียนได้แอบเอาเครื่องบินขับไปลงที่ประเทศลาว ผู้อยู่ในเหตุการณ์ทั้งหมดต่างถูกสอบสวน โชดดีที่ได้พ่อของบำเทอง ซึ่งรู้จักกับผู้ใหญ่ทางกองทัพ ช่วยให้ไม่ต้องออก แต่ต้องย้ายเหล่าไปเรียนโรงเรียนจ่าอากาศโยธินดอนเมือง พอจบก็เข้าทำงานที่กรมอากาศโยธิน ในตำแหน่งครูฝึก



การก้าวเข้าสู่การเป็นดารา
ครั้งหนึ่งจ่าเชษฐ์ ได้บอกว่าอยากจะเป็นพระเอกหนังไทยกับเพื่อน ๆ เพราะผิดหวังที่จะเป็นนักบินมาแล้ว บำเทอง ได้หลอกให้จ่าเชษฐ์ ไปถ่ายภาพที่ห้องภาพสุวรรณ ซึ่งเป็นห้องภาพที่ดาราชอบไปถ่าย แล้วนำรูปไปแจกจ่ายให้คนรู้จักได้ดูจนภาพถ่ายไปถึงมือจ่าสมจ้อย จ่าสมจ้อยจึงไปพบจ่าเชษฐ์ และได้สอบถามว่าอยากจะเป็นพระเอแกหนังไทยหรือเปล่า พอได้รับคำตอบ จ่าสมจ้อยได้เอารูปไปให้คุณกิ่ง แก้วประเสริฐ ดู คุณกิ่งได้แอบมาดูตัวจ่าเชษฐ์ที่ป้ายรถเมล์แถวดอนเมือง จากนั้นก็เข้าไปทักจ่าเชษฐ์ และให้จ่าเชษฐ์มาพบที่โรงพิมพ์หนังสือดาราไทยในวันรุ่งขึ้น คุณกิ่ง แก้วประเสริฐ ได้นำรูปไปให้คุณสุรัชต์ พุกกะเวส ดู พอวันรุ่งขึ้นจ่าเชษฐ์ ก็มาที่โรงพิมพ์ดาราไทย คุณสุรัชต์ ดูตัวแล้วรูสึกพอใจ แต่ติงตรงที่ทรงผมของจ่าเชษฐ์ เท่านั้นที่ต้องปรับปรุง คุณสุรัชต์ ได้พาจ่าเชษฐ์ไปพบกับคุณสุพรรณ พราหมพันธ์ ที่เตรียมจะสร้างภาพยนต์เรื่อง เล็บครุฑ คุณสุพรรณ ตงฃิงว่า สูงเกินไป ท่าทางก็เก้ ๆ กัง ๆ ไม่เหมาะกับบท ชีพ ชูชัย จ่าเชษฐ์ ต้องพบกับความผิดหวัง ต่อมาคุณสุรัชต์ ก็พาไปพบกับคุณศิริ ศิริจินดา ที่เตรียมจะสร้างเรือง เห่าดง เช่นเคยคุณศิริ ได้พระเอกใหม่แล้วคือ ไชยา สุริยัน จ่าเชษฐ์ หมดหวังกลับเข้ากรมกอง เป็นครูฝึกอย่างเดิมสามเดือนต่อมา จ่าเชษฐ์ ได้รับโทรศัพท์จากคุณกิ่งว่าให้มาพบคุณสุรัชต์ด่วน จ่าเชษฐ์ไปพบคุณสุรัชต์ อย่างไม่มีหวังอะไร คุณสุรัชต์ พาจ่าเชษฐ์ ไปพบคุณรังสรรค์ ตันติวงศ์ ผู้กำลังจะสร้างเรื่อง ชาติเสือ การดูตัวได้ผล จ่าเชษฐ์ได้แสดงภาพยนต์เป็นพระเอก ถูกเปลี่ยนชื่อให้ใหม่ว่า มิตร ชัยบัญชา ตั้งแต่นั้นมา ชาติเสือ เข้าฉายเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2501 ที่โรงภาพยนต์ศาลาเฉลิมกรุงและศาลาเฉลิมบุรี ทำรายได้เจ็ดแสนกว่าบาท เรื่องแรกประสบผลสำเร็จยิ่ง มาเรื่องที่สอง มิตร ชัยบัญชา แสดงเป็นอินทรีแดงในเรือง จ้าวนักเลง เขายิ่งโด่งดังใหญ่ จากปี พ.ศ.2501 ไปจนถึงปี พ.ศ.2513 วันที่เขาเสียชีวิต มิตร ชัยบัญชา แสดงภาพยนต์ทั้งสิ้น 264 เรื่อง (นับจากโฆษณาในหนังสือพิมพ์ที่ลง)

นางในดวงใจของ มิตร ชัยบัญชา
ปี 2507 มิตรได้พบรักกับดาราสาว กิ่งดาว ดารณี ทั้งสองอยู่กินกันอย่างเงียบ ๆ ตอนนั้น มิตร ชัยบัญชา โด่งดังอย่างมากเมื่อได้จับคู่กับเพชรากลายเป็นดาราคู่ขวัญ แต่แล้วความรักของ มิตร ชัยบัญชา ก็พังทลาย เมื่อกิ่งดาวได้บินไปเรียนต่อที่ต่างประเทศเมื่อปี พ.ศ 2512 มิตร ชัยบัญชา จึงกลายเป็นคนโมโหร้าย ช่วงหลัง มิตร ชัยบัญชา ได้ทะเลาะกับคนในวงการหลายคน ไม่ว่าจะเป็น ดอกดิน กัญญามาลย์ สมบัติ เมทะนี หรือแม้แต่เพื่อนสนิท เพชรา เชาวราษฎร์ ยิ่งตอนที่มิตรสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส.แล้วสอบตก ความหวังของเขาหมดไป


วาระสุดท้ายของ มิตร ชัยบัญชา
ความหวังสุดท้ายของ มิตร ชัยบัญชา คือการสร้างโรงภาพยนต์ ที่มิตร ซื้อที่ดินไว้ที่เชิงสะพานผ่านฟ้า(ปัจจุบันคือธนาคารกรุงเทพ สาขาผ่านฟ้า) ช่วงหลังมิตร จึงโหมทำงานหนักขึ้น ยิ่งตอนไปถ่ายภาพยนต์จีน "อัศวินดาบกายสิทธิ์ "ที่ฮ่องกง มิตรเหนื่อยมากเพราะต้องถ่ายถึงสองชุดในเรื่องเดียวกัน พอกลับมาในวันที่ 5 ตุลาคม 2513 มิตรก็รีบไปถ่ายภาพยนต์ที่ค้างอยู่ วันที่ 7 ตุลาคม 2513 มิตร ได้ไปถ่ายภาพยนต์เรื่อง จำปาทอง ในตอนค่ำ และไปเปิดกล้องเรื่องนางฟ้าชาตรี ของสุพรรณ พราหมพันธ์ ซึ่งเป็นการร่วมงานกันครั้งแรกของมิตร กับ สุพรรณ การถ่ายทำเสร็จเอาตอนเช้า วันที่ 8 ตุลาคม 2513 มิตร ก็รีบเดินทางไปปิดกล้องภาพยนต์ที่เขากำกับเองเรื่อง " อินทรีทอง " ที่พัทยา มิตรได้เช่าเฮลิคอปเตอร์ของกรมตำรวจมาเข้าจากจบของเรื่อง ในเวลาบ่ายสี่โมง มิตรกำลังเตรียมการถ่ายทำนักบินของให้เร่งถ่ายเพราะจะรีบเอาเครื่องกลับ มิตรอารมณ์เสียมาก ถ้าเฮลิคอปเตอร์กลับนั่นหมายถึงว่าเขาจะต้องเสียเวลากลับมาใหม่ในวันพรุ่งนี้ มิตรจึงรีบไปแต่งตัวเพื่อขึ้นไปบนยอดเขาเข้าฉาก จริง ๆ แล้วทีมงานเตรียมหุ่นจำลองไว้แสดงแทน มิตร แต่มิตรไม่ยอมจะแสดงเองพอออกมาจากห้องแต่งตัว กองถ่ายต้องตกใจเพราะ ความจริงมิตรต้องแต่งชุดอินทรีทองเข้าฉาก แต่มิตรกลับแต่งชุดอินทรีแดงแทน วันนั้นลมแรงมากบนหน้าผาเชิงเขา มิตรวิ่งตรงไปยังเฮลอคอปเตอร์ที่ย่อนบันไดลิงลงมา พอมิตรไปถึงบันไดลิง ขาที่จะต้องเหนี่ยวบันไดเกิดพลาดเพราะลมแรง มิตรกลัวจะต้องถ่ายซ้ำ จึงจับเชือกไว้ นักบินเห็นเชือกกระตุกจึงคิดว่าให้บินขึ้น จึงนำเครื่องขึ้นเหินฟ้า โดยมีร่าง มิตร ชัยบัญชา เกาะไปด้วย แต่เพียงไม่นาน มิตรก็ไม่มีแรงจะเหนี่ยวไว้ จึงต้องเอามือคล้องเชือกไว้ข้างหนึ่ง ด้วยแรงลม ทำให้เชือกบาดข้อมือ มิตรเหนี่ยวไว้ไม่นานก็หมดแรง ปล่อยมือร่วงลงมาสู่พื้นจากความสูง 300 เมตร หรือขนาดตึก 15 ชั้น ทำให้ร่างของ มิตร ชัยบัญชา บอมช้ำอย่างหนัก เสียชีวิตในเวลาไม่นาน ช่วงสุดท้ายในชีวิตของ มิตร ชัยบัญชา เหมือนคนอยู่โดดเดี่ยวคนที่ตนรักก็ไม่อยู่ข้างกาย เพื่อน ๆ หลายคน ก็บาดหมางกัน ชีวิตของเขายิ่งกว่านิยาย ท้งหมดนี้เป็นเรื่องจริงที่คนในวงการเก่า ๆ จะทราบดี ในชีวิตส่วนตัวของเขาเป็นคนที่อาภัพอย่างมาก แต่ในด้านการแสดงแล้ว มิตร ชัยบัญชา เขาคือคนที่แฟน ๆ ภาพยนต์ไทยรัก และศรัทธา ในตัวเขามาโดยตลอด แม้เขาจะจากไปแล้วถึง 39 ปีเต็มก็ตาม แต่ชื่อเสียงของ มิตร ชัยบัญชา ก็ยังคงเป็นอมตะ ฉายา " พระเอกยอดนิยมอมตะตลอดกาล " จึงสมกับเขา มิตร ชัยบัญชา




ข้อมูลจำเพาะ
- มิตร ชัยบัญชา แสดงภาพยนต์ ทั้งสิ้น 264 เรื่อง (นับแต่เฉพาะที่เข้าฉายที่โรงภาพยนต์ตามหลักสากล)
- มิตร ชัยบัญชา แสดงคู่กับ เพชรา เชาวราษฏร์ ทั้งหมด 179 เรื่อง
- มิตร ชัยบัญชา ออกจากราชการเมื่อปี พ.ศ. 2506 ได้ยศพันจ่าอากาศโท
- มิตร ชัยบัญชา เปลี่ยนชื่อมาแล้ว 4 ครั้ง คือ
บุญทิ้ง ระวีแสง
สุพิศ นิลสีทอง
พิเชษฐ์ พุ่มเหม
พิเชษฐ์ ชัยบัญชา
- มิตร ชัยบัญชา ได้พบพ่อบังเกิดเกล้าครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2511 ขณะไปปรากฎตัวในภาพยนต์เรื่องหนึ่งที่ภาคใต้
- มิตร ชัยบัญชา
......มนัส ชุมทอง ปศุสัตว์อำเภอพรหมคีรี... คัดลอก 8 ต.ค.52 (จาก หนังสือพิมพ์ เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 7 ตุลาคม 2541 ...โดย ชัยโรจน์ บ่อเหม....เรียบเรียง )

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น